วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมนูอาหารไทย

แกงเลียงกุ้งสด


เครื่องปรุง + ส่วนผสม
* กุ้งขนาดกลาง 350 กรัม
   (ล้างทำความสะอาดและปอกเปลือก)
* ข้าวโพดอ่อนหั่น 1 ถ้วยตวง
* ผักสดอื่นๆ หั่น 1 ถ้วยตวง
* ใบแมงลัก 1/2 ถ้วยตวง
* น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง (หรือน้ำซุปผัก)
    ส่วนผสมน้ำพริกแกงเลียง :
     * พริกไทยเม็ด 12 เม็ด
     * หอมแดง 12 ลูก
     * กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
     * กุ้งแห้ง 1/2 ถ้วยตวง
     * น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำทีละขั้นตอน
1.นำส่วนผสมน้ำพริกแกงเลียงไปโขลกให้เข้ากันโดยใช้ครก หรืออาจใช้เครื่องปั่นอเนกประสงค์แทนก็ได้
2.ต้มน้ำ (หรือน้ำซุปผัก) ในหม้อ ใส่น้ำพริกแกงเลียงลงไป (่ทำในขั้นตอนที่หนึ่ง) คนเรื่อยๆให้เครื่องแกงละลาย
3.เมื่อน้ำซุปเดือด ปรุงรสด้วยน้ำปลา รอสักพักจึงใส่กุ้งและผักสดลงไป
4.เมื่อกุ้งและผักสุกดีแล้ว ถ้าต้องการปรุงรสเพิ่มสามารถปรับได้ตามที่ต้องการ เสร็จแล้วปิดไฟ
5.ตักใส่ถ้วย และเสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน
กุ้งกระเทียม
 เครื่องปรุง + ส่วนผสม
* กุ้ง 400 กรัม (ล้าง,ทำความสะอาดและปอกเปลือก)
* รากผักชีสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
* กระเทียมหั่นหยาบ 3 กลีบ
* น้ำปลา 2.5 ช้อนชา
* พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
* น้ำตาล 2 ช้อนชา
* น้ำมันสำหรับทอด 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำทีละขั้นตอน
1.หมักส่วนผสมทั้งหมดเข้ากับกุ้ง และทิ้งไว้ประมาณ 15 - 25 นาที
2.ใส่น้ำมันและตั้งกระทะบนไฟร้อนปานกลาง ใส่กุ้งและน้ำหมักลงไป ผัดประมาณ 2 - 4 นาที หรือจนกระทั่งกุ้งเปลี่ยนเป็นสีขาว (กุ้งจะรสชาติดี ถ้าไม่สุกจนเกินไป ควรจะปรุงให้สุกพอดี หรือเกือบสุก จะได้กุ้งที่มีรสหวานและเนื้อนุ่ม)
3.ใส่จานเสริฟ แต่งหน้าด้วยแตงกวาและมะเขือเทศ (เพื่อความหอม สามารถโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว) เสริฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือจะเป็นกับแกล้มก็ได้
ยำปลาดุกฟู
 เครื่องปรุง + ส่วนผสม
* ปลาดุก 1 ต้ว (น้ำหนักประมาณ 400 - 500 กรัม)
* น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ
* น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
* พริกขี้หนูซอย 5-10 เม็ด
* หอมแดงซอย 1/4 ถ้วยตวง
* มะม่วงดิบ 1 ลูก (ฝานและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ)
* ถั่วมะม่วงหิมพานต์ 1/4 ถ้วยตวง (หรือใช้ถั่วลิสง)
* ผักชีสำหรับแต่งอาหาร
 วิธีทำทีละขั้นตอน
1.นำปลาไปย่างในเตาอบอุณหภูมิประมาณ 230 องศาเซลเซียส จนสุกดี จากนั้นจึงนำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น แล้วใช้ส้อมขูดไปที่เนื้อปลาเพื่อให้เนื้อปลาฉีกเป็นชิ้นฝอย
2.ใส่น้ำมันลงในกระทะและนำไปตั้งไฟร้อนปานกลาง รอจนน้ำมันร้อนจึงนำเนื้อปลาฝอยที่ขูดได้ไปทอดให้เป็นแพจนเหลือง เสร็จแล้วนำออกมาสะเด็ด และจัดไว้บนจานเสริฟ
3.ทำน้ำยำปลาดุกฟู โดยผสมน้ำปลา, น้ำมะนาว, น้ำตาล, พริก, หอมแดงและมะม่วงดิบ ปรับรสชาติไ้ด้ตามความชอบ (รสดั้งเดิมจะมีรสเปรี้ยวนำ มีรสเผ็ด, รสหวานและเค็มพอๆกัน)
4.ก่อนเสริฟ แต่งหน้าด้วยมะม่วงหิมพานต์และผักชีบนปลาที่ทอดไว้แล้ว สำหรับวิธีเสริฟนั้น จะเสริฟแยกปลากับน้ำยำ หรือราดน้ำยำลงบนปลาเลยก็ได้ ถ้าชอบความกรอบควรเสริฟแยกกัน



ยำถั่วพู

ส่วนผสม
* ถั่วพู 250 กรัม (ล้างและหั่นขวางเป็นชิ้นเล็กๆ)
* เนื้อหมูสับ 100 กรัม
* กุ้งขนาดกลาง 5 ตัว (ล้างทำความสะอาดและปอกเปลือก)
* กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ
* หอมแดงซอย 2 ลูก
* น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
* ถั่วลิสงคั่วบด 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
* หอมแดงเจียว 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้า)
* เนื้อมะพร้าวฝอย 50 กรัม
* ไข่ไก่ต้ม 1 ลูก (หั่นครึ่งตามยาว)
* พริกแห้ง (สำหรับแต่งหน้า)
* น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.นำหมูสับที่เตรียมไว้ไปลวกในน้ำร้อนจนสุก เสร็จแล้วนำออกมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง จากนั้นจึงลวกกุ้งให้สุกและนำออกมาสะเด็ดน้ำเช่นกัน
2.นำถั่วพูที่หั่นแล้วไปลวกในน้ำร้อนประมาณ 3 นาทีจนสุก จึงนำออกมาสะเด็ดน้ำ
3.ผสมกะทิ (1 ช้อนโต๊ะ), น้ำปลา, น้ำตาลและน้ำมะนาวเข้าด้วยกันในชามขนาดปานกลาง คนจนเข้ากันดี
4.ใส่หมูสับ และ กุ้งที่ลวกไว้แล้วลงไปในชามที่ใส่เครื่องปรุงรสไว้ในขั้นตอนที่สาม คนจนหมูและกุ้งผสมเข้ากันดีกับเครื่องปรุง
5.จากนั้นใส่เนื้อมะพร้าวฝอย,ถั่วลิสงบดและถั่วพูลงไป คนจนเข้ากันทั่ว จึงตักใส่จาน แต่่งหน้าด้วยกะทิสด (1 ช้อนโต๊ะ), หอมเจียว, พริกแห้ง และไข่ต้มที่หั่นเตรียมไว้ เสริฟทันทีกับข้าวสวยร้อนๆ หรือเป็นของว่างทานเล่นก็ดี






Posts Tagged ผลไม้เพื่อสุขภาพ

ทับทิม เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก สามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) และมีแถบอินเดียตอนเหนือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย
ในเมืองไทย ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นิยมนำไปถวายแด่พระแม่กวนอิม ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 80 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่า ทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีการใช้ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า
ส่วนผสม
  • เนื้อลูกทับทิม 1 ถ้วยตวง
  • น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง
  • น้ำเชื่อม ตามชอบ
  • เกลือ ตามชอบ

วิธีทำ
นำทับทิมแกะเอาแต่เนื้อ 1 ถ้วย ใส่ในผ้าขาวบางขยำเติมน้ำต้มสุข 1 ถ้วย ขยำซ้ำอีก กะว่าให้ได้เนื้อออกมาจากเมล็ดมากที่สุด จากนั้นนำมาเติมน้ำเชื่อมและเกลือป่น คนให้ละลาย ชิมตามชอบ


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณ ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซี่ยม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และ ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมี ประโยชน์ดังต่อไปนี้
  • การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
  • การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
  • สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย
  • ขจัดไขมันส่วนเกิน
  • เป็นยาบำรุงกำลัง
  • ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
  • ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
  • ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
  • การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน
  • สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
  • ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
  • ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
  • ทำให้ผิวหน้าสวย


น้ำแคนตาลูป


แคลตาลูป เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้เถา เถาและก้านใบมีขนนิ่ม เถาเป็นเหลี่ยม ใบเหลี่ยมมน ดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละดอก มีผลกลมรี ผิวผลมีสีเหลือง เนื้อในมีสีเหลืองอมส้ม
ส่วนผสม
  • เนื้อแคนตาลูป 1 ถ้วยตวง
  • น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง
  • น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ
นำแคนตาลูปมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก เติมน้ำเชื่อม ปั่นจนเนื้อแคนตาลูปละเอียด จะได้น้ำแคนตาลูปส้มอ่อนๆ ขุ่นข้น รสชาติหอมหวาน น่าดื่ม
ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
- แคนตาลูป มีน้ำตาล มีวิตามินซีเล็กน้อย มีวิตามินเอสูงมาก มีคัลเซียม ฟอสฟอรัส
- ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ รสหอมหวาน

น้ำกล้วยหอม

กล้วยหอม ลักษณะทั่วไป มีเหง้าใต้ดิน สีน้ำตาลเข้ม ต้นบนดินมีลักษณะเป็นกาบใบซ้อนหุ้มห่ออัดกันแน่น เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบกว้าง เส้นกลางใบนูน กลีบใบสีเขียวเข้ม ใต้ใบมีสีอ่อน สีขาวนวล มีดอกเรียกว่าหัวปลี ผลเป็นเครือ ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเหลืองทอง
ส่วนผสม
  • กล้วยหอมหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วยตวง
  • น้ำสุก 1 ถ้วยตวง
  • น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง
  • นมสด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
นำกล้วยหอม ปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก น้ำเชื่อม นมสด ปั่นจนกล้วยหอมละเอียด จะได้น้ำกล้วยหอม สีเหลืองอ่อน รสชาติหอมหวานชื่นใจ


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
- กล้วยหอม มีวิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน คัลเซียม มีสารเพกติน มีน้ำตาลหลายชนิด
- ใบตอง ใช้ปิดแผลไฟไหม้ ใช้ห่อขนม
- เปลือกกล้วยหอมสุก ช่วยรักษาส้นเท้าแตก
- ยางกล้วย ใช้ห้ามเลือด
- เนื้อกล้วย ฝานทอดอบเนย ทำเค้กกล้วยหอม
- ลำต้น ใช้ทำแพ ใช้เลี้ยงหมู
- กาบกล้วย ใช้ทำเชือก

- หัวปลี ใช้ยำ แกงเลียง

กินผัก ผลไม้ ต้านหวัด 2009

กรมอนามัยแนะทานผักสดและผล ไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ช่วยต้านหวัด 2009
นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ในช่วงระยะของการเกิดโรคระบาดในขณะนี้ นอกจากจะเน้นการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่
 โดยกินอาหารทันทีหลังจากปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนแล้ว ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งและทุกมื้ออาหาร ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คนผ่านทางระบบ ทางเดินหายใจและเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย
การล้างมือก่อนการบริโภคอาหารและหลังการขับถ่าย จะช่วยลดอัตราการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจแพร่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่เกิดจากการสัมผัสทางผิวหรือทางปาก โดยผ่านการหยิบจับอาหารด้วยมือเปล่า และสวมหน้ากากอนามัยปิดปาก จมูก ทุกครั้งที่ไอ จาม รวมทั้งมีการทิ้งขยะประเภททิชชูที่ใช้เช็ดน้ำมูกลงในขยะแบบปิด 
นอกจากนี้ การกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเน้นผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลิ้นจี่ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี ก็จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย ทั้ง นี้ควรดื่มน้ำสะอาดประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละ 30 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้

มะนาวกับสุขภาพ

มะนาว เป็นผลไม้ที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน นอกจากจะเป็นเครื่องปรุงอาหารรสแซบที่หลายคนขาดไม่ได้ยังมีประโยชน์อีกมาก มาย เช่น เป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง สมุนไพร ทำเป็นน้ำยาล้างจานรักษาความสะอาด เครื่องหอมดับกลิ่น 

ที่สำคัญในทางการแพทย์ น้ำมะนาวสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคได้ เช่นโรคลักปิดลักเปิด ยาแก้ไอขับเสมหะ หลายคนคงรู้จักดีว่าต้องบีบหรือคั้นน้ำ ผสมน้ำผึ้ง แล้วจึงใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อให้จิบบ่อย ๆ ก็จะช่วยได้เป็นอย่างดี หรือจะใช้เป็นยาทาแก้กลาก เกลื้อน หิด ด้วยการบีบน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันทาก่อนนอน ทาแก้น้ำกัดเท้าก็ได้ด้วย
สำหรับเปลือกของมะนาว ก็มีประโยชน์ไม่แพ้กันแม้จะมีรสขม ช่วยขับลม รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ซึ่งวิธีใช้โดยการนำเปลือกสดของมะนาวประมาณครึ่งผล คลึงให้น้ำมันออกมาแล้วฝานบาง ๆ ชงกับน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการหรือหลังอาหาร 3 เวลา      
นอกจากนี้ มะนาวยังสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกายได้ด้วย เช่น ช่วยลดและควบคุม คอลเลสเตอรอลในเลือดซึ่งเป็นไขมันไม่ดี จะทำให้ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างดีโดยเฉพาะผู้หญิงวัยทอง ในระยะหลังมีผลงานวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้นงานที่ระบุว่า น้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด ช่องปาก กระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย
นับว่าผลไม้ลูกเล็กๆ นี้มีประโยชน์อเนกอนันต์ จงใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ยังสร้างรายได้ให้ชาวไร่ชาวสวน ในขณะเดียวกันการปลูกมะนาวก็ยังส่งผลต่อการรักษาสภาพดิน น้ำ เรียกว่าส่งเสริมการใช้การกินมะนาวได้ประโยชน์ทั้งคน และสิ่งแวดล้อม ใครที่ไม่ชอบก็ต้องหัด ใครที่ชอบก็ส่งเสริมให้กินให้ใช้มะนาวแท้ ๆ อย่าไปใช้มะนาวเทียม หรือ น้ำอัดลมรสมะนาว เพราะนั่นจะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการแล้วอาจมีโทษแทรกมาอีกด้วย

มะม่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม

“มะม่วง” นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีสูงอีกด้วย และในขณะนี้ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ค้นพบว่ามะม่วงอาจช่วยป้องกัน หรือทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมได้
การศึกษาจัดทำโดยนัก วิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์วิจัย Texas AgriLife โดยทำการทดสอบสารสกัดโพลีฟีนอลในมะม่วง (สารธรรมชาติที่พบในพืช ซึ่งเชื่อว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพ) กับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ
ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากมะม่วงมีผลต่อมะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมากบ้างเล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมากกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ตายได้ รวมทั้งยังไม่ทำอันตรายกับเซลล์ที่ดี ซึ่งอยู่ติดกับเซลล์มะเร็งด้วย
จากผลการศึกษานี้ นักวิจัยวางแผนต่อไปว่าจะทำการทดลองเล็กๆ ทางคลินิกกับอาสาสมัครที่มีการอักเสบของลำไส้เล็ก และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เพื่อดูว่ามีผลทางคลินิกหรือไม่?
สำหรับ ประโยชน์ของมะม่วงนั้น นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยัง มีวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และมีวิตามินอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น วิตามินอี บี และเค ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นสำหรับหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง และยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยรักษาอาการท้องผูกและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่แข็งเกร็งได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก healthy.in.th